การสอบใบขับขี่รถยนต์ (ฉบับครบเซ็ท)


สวัสดีทุกท่านค่ะ
เชื่อว่าหลายๆคนที่เข้ามา น่าจะอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับการสอบใบขับขี่
ซึ่งอาจจะมีเว็บแนะนำหลายๆแหล่ง

และวันนี้จะมาแนะนำในแบบฉบับของเราค่ะ




เอาหละก่อนที่จะมาพูดถึงเรื่องนี้
แน่นอนว่าเรามีใบขับขี่รถยนต์เสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว \( ゚ヮ゚)/
มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

การสอบใบขับขี่ในปัจจุบัน (2556)
และแบ่งเป็น 2 วันเพื่อให้ได้ใบขับขี่มาค่ะ
.
เราจะพูดถึงการขับขี่รถยนต์นะคะ ส่วนการขับขี่จักรยานยนต์ก็คล้ายๆกัน
แต่จะแตกต่างกันตรงบททดสอบปฏิบัติเท่านั้น

ก่อนไปสอบต้องมาดูคุณสมบัติก่อนว่าเราผ่านเกณฑ์หรือไม่?
1. ผู้ที่ขอใบรับอนุญาตรถยนต์ส่วนบุคคลต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์
(รถจักรยานยนต์ 15 ปีก็ทำได้แล้วค่ะ)
2. ต้องไม่มีใบขับขี่อยู่แล้ว หมายถึงว่า ไม่ทำแล้วทำอีกนั่นแหละค่ะ
3. ต้องไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างการถูกยึด หรือ เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

สำหรับผู้ที่มีร่างกายพิการ
สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ขนส่งฯ ขอคำปรึกษาก่อนได้ค่ะ
1. แขนขาดข้างเดียว
2. ขาขาดข้างเดียว
3. ตาบอดข้างเดียว
4. ลำตัวพิการ
5. หูหนวก
ผู้พิการทางร่างกายใน 5 หมวดดังกล่าวยังมีสิทธิ์นะคะ ถ้านอกเหนือจากนี้
เช่น ตาบอดสี ลองขอคำปรึกษา โทรไปถามที่ขนส่งเลยดีกว่าค่ะ ส่วนตัวคิดว่าเสี่ยงสำหรับการดูสัญญาณไฟจราจรนะ

เอาหละเมื่อคุณสมบัติเราผ่านแล้วมาเตรียมหลักฐานการสมัครดีกว่า
1. บัตรประจำตัวประชาชน ทั้งบัตรจริง และสำเนาค่ะ (อย่าลืมถ่ายเอกสารเซ็นรับรองด้วยหละ)
2. ใบรับรองแพทย์ค่ะ สามารถไปขอได้ที่ รพ. หรือ คลินิก แต่ต้องได้รับการตรวจนะคะ
บอกหมอว่า มาขอใบรับรองแพทย์สำหรับการสอบใบขับขี่

ที่เราเตรียมมีเพียง 2 อย่างนี้ค่ะ
และจะมีเอกสารต่างๆ เมื่อไปถึงขนส่งฯ เจ้าหน้าที่จะยื่นให้เรากรอกค่ะ

ทางขนส่งฯจะหยุดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
เพราะฉะนั้นดูปฏิทินให้มั่นใจก่อนนะคะ เดี๋ยวจะเสียเวลาฟรีๆ แล้วจะหาว่าไม่เตือน เอือน เอือน
และแนะนำว่าถ้าไปสอบควรไปถึงตั้งแต่เช้าๆเลยค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้เขาจะกำหนดคิววันละไม่เกิน 80 คิวเต็มเมื่อไหร่อด และควรไปถึงก่อน 8 โมงเช้า เราไปถึงตั้งแต่ตี 4 ประมาณ 6 โมงคนเต็ม llorz
แต่ถ้าไปเช้าแล้วไม่ทัน ไม่ต้องเสียใจจะมีเจ้าหน้าคอยแนะนำและให้จองคิวล่วงหน้าได้ค่ะ 


สำหรับวันแรก (วันที่ 1)
เมื่อเราไปทันคิว เตรียมเอกสาร กรอกเอกสารครบแล้ว
เจ้าหน้าที่จะให้เราขึ้นไปตามชั้นที่เขาบอก เพื่อไปรออบรมความรู้เกี่ยวกับด้านจราจร
และทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายด้วยค่ะ

ประมาณ 9 โมงเช้า จะเป็นการทดสอบสมรรถภาพทางกายก่อนที่จะได้รับการอบรม
ถ้าไม่ผ่าน ก็ไม่ได้อบรมค่ะ ทดสอบง่ายๆ ไม่ยากเลย

การทดสอบสมรรถภาพ
1.ทดสอบตาบอดสี
          การสอบนี้เขาจะไม่ใช้กระดานสีแล้วไม้จิ้มบอกสีแล้วค่ะ แต่เป็นการจำลองสัญญาณไฟจราจร
เมื่อเจ้าหน้ากดสัญญาณสีแดง ให้เราพูดดังๆว่าแดง เขียว เหลือง ไม่ต้องอายค่ะ ควรพูดให้เจ้าหน้าที่ได้ยินชัดๆ และด้วยความไว

2.ทดสอบสายตายความลึก-ตื้น
          การทดสอบนี้จะเรียกว่าค่อนข้าง งงๆ เค้าจะให้เราบังคับเครื่อง เลื่อนเสาหน้าหลังให้ตรง
กับ อีกเสาหนึ่งตามที่เจ้าหน้าที่บอก ใครสายตาสั้นใส่แว่นตาได้ค่ะ ค่อยๆเลื่อนได้จนกว่าจะแน่ใจ(แต่อย่านานเกินไป) เมื่อเรามั่นใจว่าได้แล้ว ให้บอกเจ้าหน้าที่ว่า "ตรงแล้วค่ะ/ครับ"
 
3.ทดสอบสายตาระยะกว้าง
         การ ทดสอบนี้จะมีเครื่องให้เราทาบไป คล้ายๆเครื่องวัดสายตา แต่ไม่มีกล้องให้ส่องนะคะ เจ้าหน้าที่จะเปิดไฟสีๆ ข้างๆหางตาเรา เมื่อเราเห็นสีอะไรให้เราบอกสีนั้น ด้วยความว่องไว
4.ทดสอบปฏิกิริยาการตัดสินใจ
         การทดสอบนี้จะค่อนข้างยาก สำหรับผู้ที่มีปฏิกิริยาตอบสนองช้า การ ทดสอบนี้จะจำลองเหมือนตอนเราเหยียบคันเร่ง และเบรคค่ะ เมื่อเราเหยียบคันเร่ง ไฟจะขึ้นเป็นสีเขียว เมื่อไฟสีแดงขึ้นมาให้เรารีบเหยียบเบรคทันที ให้ทันภายใน 0.75 วินาที ยิ่งไวยิ่งดี ถ้าเกิน เครื่องจะส่งเสียงเตือนดังขึ้นมา แสดงว่าไม่ผ่าน แต่เจ้าหน้าที่จะใจดีค่ะ ให้เราทดสอบได้อีก 1-2 ครั้ง


ทุกขั้นตอนเมื่อสอบผ่านแล้วท่านจะได้เข้ารับการอบรม
          ซึ่งแบ่งเป็นภาคเช้า กลางวันเขาจะปล่อยให้เราไปหาข้าวทาน และกลับมาตามเวลาบ่าย อบรมแต่ตอนเช้า ไม่ได้นะคะ อย่าหนีหาย ไม่งั้นเท่ากับว่า ตัดสิทธิ์ เขาเช็คชื่อด้วยนะ การอบรมส่วนมากก็เกี่ยวกับกฎจราจร สัญญาณ ป้ายจราจร ที่จำเป็นต้องรู้ค่ะ และมีการจำหน่ายหนังสือจราจรด้วย สามารถซื้อไว้อ่านช่วงพัก ทางขนส่งฯไม่ได้บังคับซื้อนะคะ ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร ตามสะดวกเลย (ส่วนตัวแอบหลับบ่อยเลย เพราะตอนดึกนอนไม่หลับแล้วตื่นเช้า55)

เมื่ออบรมภาคบ่ายเสร็จจะเข้าสู่การสอบข้อเขียนค่ะ หรือทฤษฎีนั่นเอง
ข้อ สอบเป็นข้อกา ให้เลือกช้อยส์ตอบนะคะ หายกังวลไปเลย ทำกับเครื่องคอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่จะสอนวิธีใช้เองค่ะ ที่ๆเราไปสอบเขาให้ปิดมือถือด้วย เพราะสัญญาณมือถือจะทำให้เครื่องค้าง =[]=
แนวข้อสอบ? .. เอาเป็นว่าควรรู้ในสิ่งที่รู้ค่ะ 
เช่นการดูแลรถเบื้องต้น ป้ายจราจร แล้วก็เกี่ยวกับระยะห่าง ระยะทางเปิดสัญญาณไฟ ประมาณนี้ คะแนนเต็ม 30 ควรทำคะแนนให้มากกว่า 23 คะแนน เมื่อผ่านแล้วกดส่งข้อสอบเขาจะปริ้นท์ให้แล้วให้เราไปยื่นที่เค้าน์เต้อร์เพื่อจองวันสอบปฏิบัติ เย้ๆ 

ส่วนมากแล้วการสอบปฏิบัติคิวมักจะเต็มค่ะ แต่เขาจะกันคิวให้สำหรับผู้ที่มาอบรมแบบวันต่อวัน
ประมาณว่าสอบข้อเขียนผ่านวันนี้ พรุ่งนี้มาสอบขับได้เลย 



วันที่ 2 สอบปฏิบัติ
ให้เราไปถึงก่อนเวลาสอบที่นัดไว้ประมาณ 30 นาทีค่ะ ไปยื่นใบสอบที่สนาม
นั่งรอคิว เมื่อถึงเวลาเข้าจะแจกเอกสารให้เราคืน แล้วให้ไปเอารถมาสอบขับในสนาม
เมื่อขึ้นรถห้ามใช้อุปกรณ์สื่อสารทุกชนิด ให้เราปรับกระจกรถลงทั้ง 2 ฝั่ง ฝั่งคนขับและนั่งข้างซ้าย
อย่าลืม!! คาดเข็มขัดนิรภัย
การสอบปฏิบัติ(ขับรถยนต์)แบ่งเป็น 3 ท่า หลักๆ 
ท่าไหนมาก่อนหลังแล้วแต่ที่นะคะ 

ท่าแรก(ที่เราสอบ) คือการจอดเทียบฟุตปาธ และเป็นท่าที่เราตก //ว๊ากกกก
          เหมือนง่ายค่ะ แต่สำหรับมือใหม่มันอาจจะดูทุลักทุเลไปบ้าง เพราะต้องจอดทับเส้นข้างพอดี
ระยะห่าง 25 ซ.ม. ล้อห้ามครู้ด ห้ามเกยเหยียบฟุตปาธ และล้อหน้าต้องเหยียบเส้นพอดี หน้ารถไม่เกินเส้นหน้าสุด (จอดตรงป้ายหยุด)
เทคนิก ในการจอดเทียบ คือมองตรง มองลูกศรบนถนน ขับให้ตัวเราเบนมาทางซ้ายของลูกศรหน่อย
ปรับ กระจกข้างซ้าย ลงต่ำนิดนึง ให้พอเห็นฟุตปาธ ค่อยเทียบ ขับให้ช้าที่สุด ห้ามหยุดกลางคันนะคะ ไม่งั้นปรับตกท่านี้ จะจอดให้พอดีด้านหน้า ชะโงกหัวมองเลยค่ะแปปเดียวพอ เขาไม่ว่าหรอก 55

          เมื่อสอบถ้านี้ผ่านหรือไม่ก็ตามต้องจอดรถและลงไปยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ แล้วเตรียมตัวสอบท่าต่อไป อย่าลืม การจอดรถเกียร์ออโต้ ให้เลื่อนเกียร์มาไว้ที่ตัว P เมื่อขึ้นรถให้เราคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยกันเหนียว บางที่เคร่งมากนะคะ และที่สำคัญไฟเลี้ยว บางที่อาจจะไม่เคร่ง แต่ทำตามกฏจะดีกว่า เมื่อเราจะเลี้ยวรถก็เปิดไฟเลี้ยวด้วย

ท่าที่สอง คือการขับถอยหลังเข้าซอง
          ท่านี้จะบังคับให้เราใช้เกียร์ได้ไม่เกิน 7 เกียร์ รวมการเลื่อนเกียร์ออกจากซองด้วยนะคะ การจอดเราต้องจอดพอดีซอง ล้อไม่เหยียบเส้นขวา ไม่ชนที่กั้นด้วย ท่านี้มักจะเป็นปัญหาสำหรับรถที่ก้นยาวอย่างรถกระบะ เมื่อมั่นใจว่าจอดเสร็จแล้วให้คืนล้อตรง แล้วรอเจ้าหน้าที่บอกให้สอบถ้าต่อไปค่ะ
เทคนิก มันแล้วแต่คันด้วยแฮะ =[]=" ลองไปศึกษาตามคลิปต่างๆดูนะคะ

ท่าที่สาม คือการขับรถเดินหน้าถอยหลัง
          ท่านี้ง่ายมาก ถ้าคุณขับคล่องพอสมควร และประคองพวงมาลัยได้แม่น ขับไปข้างหน้าไม่ค่อยมีปัญหากันหรอกค่ะ เราควรขับให้ท้ายรถเราเลยเสามาพอประมาณ แล้วเข้าเกียร์ถอยหลังค่อยๆขับช้าๆ อย่าให้ชนเสา สังเกตุกระจกข้างซ้ายขวาว่าจะชนเสาไหม ขับช้าๆ เมื่อมั่นใจว่าตรงประคองพวงมาลัยไว้เลย ไม่ต้องรีบ เขาไม่ได้จับเวลา ถอยจนหน้ารถคุณห่างออกมาจากเสาพอสมควรแล้วขับเดินหน้าอีกทีกลับเข้าที่ ไปรับเอกสารจากเจ้าหน้าที่

         ถ้า สอบผ่านคุณก็จะได้ไปทำใบขับขี่ชั่วคราวที่อายุ 1 ปี แบบสมาร์ทการ์ด ทันที เจ้าหน้าที่ทำงานเร็วค่ะ เรารอคิวร้อยกว่า แปปเดียวเองตอนแรกคิดว่านานนะ คุณจะได้ถ่ายรูปและรอรับบัตรได้เลย ค่าใช้จ่ายในการทำบัตร 205 บาทนะคะ (พกเผื่อไว้ 300 ก็ดีนะ)

        สำหรับคนที่สอบไม่ผ่าน เจ้าหน้าที่จะให้คุณไปจองคิวสอบขับใหม่ และกลับมาซ่อมท่าที่คุณตกเท่านั้น ไม่ได้สอบทุกท่าค่ะ เมื่อผ่านก็ได้ไปทำบัตรเลย

เมื่อครบปีก็กลับไปทำบัตรแบบ 5 ปี ค่าใช้จ่าย 605 บาท
สามารถทำบัตรล่วงหน้าก่อนหมดอายุได้ 3 เดือน ถ้าบัตรหมดอายุเกิน 1 ปี
อาจจะต้องสอบข้อเขียนใหม่ ถ้าเกินกว่านั้น ต้องสอบใหม่ทั้งหมดค่ะ


หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
..ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ โชคดี..
• Joanna Saikou 



ความคิดเห็น